Home วรรณคดีญี่ปุ่น เรื่องสั้น เศรษฐีกับเศษฟาง

แบบสอบถาม

เนื้อหาที่ท่านต้องการให้นำมาเขียนในเว็บนี้
 

ผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday25
mod_vvisit_counterYesterday106
mod_vvisit_counterThis week569
mod_vvisit_counterLast week812
mod_vvisit_counterThis month900
mod_vvisit_counterLast month3414
mod_vvisit_counterAll days38519

Online (20 minutes ago): 4
Your IP: 38.107.191.86
,
Today: Sep 09, 2010

Designed by:
SiteGround web hosting Joomla Templates

เศรษฐีกับเศษฟาง PDF Print E-mail
User Rating: / 3
PoorBest 
Written by monboy01   
Friday, 04 December 2009 03:32
เศรษฐีกับเศษฟาง (わらしべ長者)

 

ในสมัยโบร้าณ...โบราณ มีชายคนหนึ่งที่เป็นคนซื่อสัตย์สุจริตแต่ว่าดวงกุดจุ๊ดจู๋อยู่หนึ่งคน ทำงานเช้าจรดเย็นทุกวัน ๆ แต่ก็ยังยากจนและก็อับโชคอยู่เช่นเดิม

วันหนึ่ง ชายคนนั้นได้ใช้หนทางสุดท้าย นั่นก็คือการไม่กินข้าวไม่ดื่มน้ำ และสวดอธิษฐานต่อพระแม่กวนอิม ในคืนนั้นเอง เจ้าแม่กวนอิมก็ได้ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าชายคนนั้น และได้พูดกับเค้าว่า “ยามที่เจ้าออกไปจากวัดนี้ หากล้มกายกลิ้งลงไปและคว้าสิ่งใดไว้ได้ จงนำสิ่งนั้นติดตัวไปยังทิศตะวันตก”

 

ในเช้าวันถัดไป เมื่อชายคนนั้นเดินออกจากวัดมาก็หกล้มตามที่ถูกทักไว้จริง ๆ สิ่งเดียวที่เค้าคว้าเอาไว้ได้นั่นก็คือฟางแห้ง ๆ เพียงหนึ่งเส้นเท่านั้น แม้เขาจะเห็นว่ามันไม่ใช่ของที่มีราคาค่างวด แถมไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด แต่ก็ยังนำฟางนั้นติดตัวไปและเริ่มเดินทางไปยังทิศตะวันตก

เมื่อเดินทางไปได้สักพัก เขาก็พบตัวเหลือบบินป้วนเปี้ยน ๆ เกะกะลูกตา ก็เลยจับมาผูกไว้ตรงปลายของฟางซะเลย แล้วก็ออกเดินต่อไป เมื่อเดินเข้าไปในตัวเมือง ก็พบกับเด็กคนนึงกำลังร้องไห้หนวกหูอยู่ ทันทีที่เด็กคนนั้นมองเห็นตัวเหลือบถูกผูกไว้กับฟางก็หยุดร้องไห้ เมื่อชายคนนั้นมองเห็นเด็กน้อยกำลังดีใจ ก็เลยให้ฟางแถมตัวเหลือบให้กับเด็กคนนั้นซะเลย แม่ของเด็กก็เลยให้ส้มสามลูกกลับมาเพื่อเป็นการตอบแทน

หลังจากนั้น ชายผู้นั้นก็ถือส้มสามแก่นเดินมุ่งไปทางตะวันตกต่อไปอีก ไปได้อีกพักหนึ่งก็พบกับสาวน้อยที่กำลังทรมานเพราะขาดน้ำอยู่ข้างทาง พระเอกของเราก็เลยมอบส้มให้ไปซะดื้อ ๆ สาวน้อยผู้นั้นเมื่อได้กินส้มเข้าไปแล้วก็ดูแข็งแรงขึ้นมาในทันใด จึงได้มอบผ้าไหมอย่างดีให้กับชายคนนั้น เมื่อเดินไปทางตะวันตกของตะวันตกต่อไปเรื่อย ๆ ครู่หนึ่งก็ได้พบกับซามูไรหนึ่งตัวกับม้ารูปร่างกะหลั่วอีกหนึ่งคน ทันทีที่เห็นผ้าไหมสุดสวย ซามูไรก็เลยขอแลกผ้าไหมกับม้าตัวนั้น พระเอกของเรื่องก็ช่างว่าง่าย ก็ยอมแลกให้ตามคำขอ จากนั้น ซามูไรก็จากไปพร้อมกับผ้าไปทางตะวันออก ส่วนพระเอกของเรื่องก็เฝ้าดูแลม้าตลอดช่วงกลางคืน ครั้นถึงรุ่งเช้าม้าตัวนั้นก็กลับมาแข็งแรงตามเดิม

เมื่อเขาขี่ม้ามาทางตะวันตกก็จนถึงบริเวณเมืองที่รายล้อมอยู่รอบปราสาทแห่งหนึ่ง ก็เจอกับเศรษฐีมีเงินท่านหนึ่ง เมื่อเศรษฐีได้เห็นม้าตัวนั้นก็ถูกใจเป็นอย่างมาก จึงเชิญชายผู้ขี่ม้าไปที่บ้าน เมื่อเข้าไปในบ้านแล้ว ลูกสาวของเศรษฐีก็ยกน้ำชาออกมาเสิร์ฟถึงที่

หยั่งก๊ะโกหก สาวน้อยผู้ยกน้ำชามาเสิร์ฟนั้นก็คือคนที่พระเอกได้มอบส้มให้ไปนั่นเอง เมื่อเศรษฐีรู้เรื่องก็ประทับใจในความใจดีของพระเอก บวกกับอัศจรรย์ใจในวาสนาที่ต้องกัน เลยจับทั้งสองคนแต่งงานกันซะเลย

ครั้นแล้วชายผู้นั้นจึงได้กลายเป็นผู้มั่งมีขึ้นมาด้วยฟางเพียงหนึ่งเส้นจากคำชี้แนะของเจ้าแม่กวนอิม จากนั้นชายผู้นั้นก็ไม่ได้มองฟางหนึ่งเส้นเป็นแค่ของธรรมดา ๆ อีกต่อไปจนตลอดชีวิตของเขา และถูกคนในหมู่บ้านเรียกขานกันว่า “เศรษฐีเศษฟาง”

...จบจ้า...

 

 

(อ่านภาษาญี่ปุ่นได้ที่ http://www.geocities.co.jp/HeartLand-Gaien/7211/Japanese/warashibej.html)

เศรษฐีกับเศษฟาง

ในสมัยโบร๊าณ...โบราณ มีชายคนหนึ่งที่เป็นคนซื่อสัตย์สุจริตแต่ว่าดวงกุดจุ๊ดจู๋อยู่หนึ่งคน ทำงานเช้าจรดเย็นทุกวัน ๆ แต่ก็ยังยากจนและก็อับโชคอยู่เช่นเดิม

วันหนึ่ง ชายคนนั้นได้ใช้หนทางสุดท้าย นั่นก็คือการไม่กินข้าวไม่ดื่มน้ำ และสวดอธิษฐานต่อพระแม่กวนอิม ในคืนนั้นเอง เจ้าแม่กวนอิมก็ได้ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าชายคนนั้น และได้พูดกับเค้าว่า “ยามที่เจ้าออกไปจากวัดนี้ หากล้มกายกลิ้งลงไปและคว้าสิ่งใดไว้ได้ จงนำสิ่งนั้นติดตัวไปยังทิศตะวันตก”

ในเช้าวันถัดไป เมื่อชายคนนั้นเดินออกจากวัดมาก็หกล้มตามที่ถูกทักไว้จริง ๆ สิ่งเดียวที่เค้าคว้าเอาไว้ได้นั่นก็คือฟางแห้ง ๆ เพียงหนึ่งเส้นเท่านั้น แม้เขาจะเห็นว่ามันไม่ใช่ของที่มีราคาค่างวด แถมไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด แต่ก็ยังนำฟางนั้นติดตัวไปและเริ่มเดินทางไปยังทิศตะวันตก

เมื่อเดินทางไปได้สักพัก เขาก็พบตัวเหลือบบินป้วนเปี้ยน ๆ เกะกะลูกตา ก็เลยจับมาผูกไว้ตรงปลายของฟางซะเลย แล้วก็ออกเดินต่อไป เมื่อเดินเข้าไปในตัวเมือง ก็พบกับเด็กคนนึงกำลังร้องไห้หนวกหูอยู่ ทันทีที่เด็กคนนั้นมองเห็นตัวเหลือบถูกผูกไว้กับฟางก็หยุดร้องไห้ เมื่อชายคนนั้นมองเห็นเด็กน้อยกำลังดีใจ ก็เลยให้ฟางแถมตัวเหลือบให้กับเด็กคนนั้นซะเลย แม่ของเด็กก็เลยให้ส้มสามลูกกลับมาเพื่อเป็นการตอบแทน

หลังจากนั้น ชายผู้นั้นก็ถือส้มสามแก่นเดินมุ่งไปทางตะวันตกต่อไปอีก ไปได้อีกพักหนึ่งก็พบกับสาวน้อยที่กำลังทรมานเพราะขาดน้ำอยู่ข้างทาง พระเอกของเราก็เลยมอบส้มให้ไปซะดื้อ ๆ สาวน้อยผู้นั้นเมื่อได้กินส้มเข้าไปแล้วก็ดูแข็งแรงขึ้นมาในทันใด จึงได้มอบผ้าไหมอย่างดีให้กับชายคนนั้น เมื่อเดินไปทางตะวันตกของตะวันตกต่อไปเรื่อย ๆ ครู่หนึ่งก็ได้พบกับซามูไรหนึ่งตัวกับม้ารูปร่างกะหลั่วอีกหนึ่งคน ทันทีที่เห็นผ้าไหมสุดสวย ซามูไรก็เลยขอแลกผ้าไหมกับม้าตัวนั้น พระเอกของเรื่องก็ช่างว่าง่าย ก็ยอมแลกให้ตามคำขอ จากนั้น ซามูไรก็จากไปพร้อมกับผ้าไปทางตะวันออก ส่วนพระเอกของเรื่องก็เฝ้าดูแลม้าตลอดช่วงกลางคืน ครั้นถึงรุ่งเช้าม้าตัวนั้นก็กลับมาแข็งแรงตามเดิม

เมื่อเขาขี่ม้ามาทางตะวันตกก็จนถึงบริเวณเมืองที่รายล้อมอยู่รอบปราสาทแห่งหนึ่ง ก็เจอกับเศรษฐีมีเงินท่านหนึ่ง เมื่อเศรษฐีได้เห็นม้าตัวนั้นก็ถูกใจเป็นอย่างมาก จึงเชิญชายผู้ขี่ม้าไปที่บ้าน เมื่อเข้าไปในบ้านแล้ว ลูกสาวของเศรษฐีก็ยกน้ำชาออกมาเสิร์ฟถึงที่

หยั่งก๊ะโกหก สาวน้อยผู้ยกน้ำชามาเสิร์ฟนั้นก็คือคนที่พระเอกได้มอบส้มให้ไปนั่นเอง เมื่อเศรษฐีรู้เรื่องก็ประทับใจในความใจดีของพระเอก บวกกับอัศจรรย์ใจในวาสนาที่ต้องกัน เลยจับทั้งสองคนแต่งงานกันซะเลย

ครั้นแล้วชายผู้นั้นจึงได้กลายเป็นผู้มั่งมีขึ้นมาด้วยฟางเพียงหนึ่งเส้นจากคำชี้แนะของเจ้าแม่กวนอิม จากนั้นชายผู้นั้นก็ไม่ได้มองฟางหนึ่งเส้นเป็นแค่ของธรรมดา ๆ อีกต่อไปจนตลอดชีวิตของเขา และถูกคนในหมู่บ้านเรียกขานกันว่า “เศรษฐีเศษฟาง”

...จบจ้า...

 

Add comment


Security code
Refresh